เริ่มได้รบัผลกระทบ ปรับลดกำไรปีนี้อิงสมมติฐานว่า COVID-19 คลี่คลายกลางปีนี้

เริ่มได้รบัผลกระทบ

เริ่มได้รบัผลกระทบ ปรับลดกำไรปีนี้อิงสมมติฐานว่า COVID-19 คลี่คลายกลางปีนี้

เริ่มได้รบัผลกระทบ แม้จะมีเปิดสาขาใหม่ 1 แห่งที่ ไทรน้อย นนทบุรี แต่ก็ต้องปิดลงตามประกาศของทางจังหวัด คาดว่าอัตรากำไร ขั้นต้นน่าจะอ่อนตัวลงจากฐานที่สูงใน มากอยู่ที่ราว 19% ใกล้เคียงปีก่อน ส่วนภาพรวมค่าใช้จ่ายน่าจะทรงตัวสูง เพราะยังปรับลดค่าใช้จ่ายไม่ทัน เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิ อยู่ที่ 393 ล้านบาท ในขณะที่ผลกระทบ คาดว่าจำกัดเพราะสาขาส่วนใหญ่เป็น

และคาดว่ากำไร อาจอ่อนตวัลงต่อ บริษัทอย่รูะหว่างเร่งลดค่าใช้จ่าย ล่าสุดบริษัทได้มีการปิดสาขาไปแล้วราว 39 สาขา คิดเป็นสัดส่วน 58% ของจำนวนสาขาทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้บริษัทยังมีรายได้จากการขายหลังร้าน เช่น สั่งซื้อผ่านโทรศัพท์ แต่สัดส่วนยังน้อยเมื่อเทียบกับรายได้หน้าร้าน ในขณะที่ภาวะการก่อสร้างหรือการปรับปรุงซ่อมเซมบ้านในต่างจังหวัดน่าจะชะลอตัวลง ตามสถานการณ์ COVID-19 คาดว่ารายได้ในเดือน เม.ย. น่าจะอ่อนตัวลงกว่า 50% – 60%

อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากำไร อาจลดลงจาก อีกไม่มากเพราะบริษัทได้เร่งลดค่าใช้จ่ายควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงานของสาขาที่ถูกปิดให้บริการ คาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ราวครึ่งหนึ่งของแต่ละสาขา รวมถึงการชะลอการเปิดสาขาใหม่ในช่วง แต่สำหรับสาขาใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ยังคงดำเนินการต่อไป

อิงสมมติฐานว่า COVID-19 จะคลี่คลายตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป และคาดเห็นกำลังซื้อค่อยๆทยอยกลับมาฟื้นตัว ทั้งความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น และมาตรการเยียวยาประชาชนของภาครัฐงบประมาณกว่า 1ล้านล้านบาท และคาด จะพลิกกลับมาทรงตัวถึงเป็นบวกเล็กน้อยอีกครั้งใน รวมถึงการกลับมาเปิดสาขาใหม่อีกครั้งใน ทั้งนี้เราปรับลดสมมติฐาน ปีนี้เป็น -6.5% จากเดิม +1% และปรับลดการเปิดสาขาใหม่ปีนี้เป็น 3แห่ง จากเดิม 6 แห่ง เปิดไปแล้ว 1 และคาดเปิดอีก 2แห่งใน และปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นลง 50 เป็น 19.5%ลดลงจาก 20.6% ในปี 2019ส่วนค่าใช้จ่ายน่าจะลดลงได้ตามแผน และทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังพอทรงตัวได้จากปีก่อนที่ 14.4%

ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2020 ลง 25% เป็น 1,577 ล้านบาท และคาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2021ราว +37.6% นำไปสู่การปรับลดราคาเป้าหมายปีนี้ลงเป็น 13 บาท จากเดิม 16.5 บาท

แหล่งที่มา thunhoon

วิ่งสวนตลาด โบรกฯชี้รับผลดีมาตรการรัฐช่วยเพิ่มคุณภาพหนี้

วิ่งสวนตลาด

วิ่งสวนตลาด โบรกฯชี้รับผลดีมาตรการรัฐช่วยเพิ่มคุณภาพหนี้

วิ่งสวนตลาด นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) กล่าวว่าบริษัทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินธุรกิจภายใต้ระเบียบด้วยมาตรฐานสูงสุดมาโดยตลอด ซึ่งดำเนินธุรกิจ 1.ปล่อยสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับ (Personal Loan) ซึ่งสามารถปล่อยสินเชื่อได้ทั่วประเทศ ไม่มีการจำกัดวงเงิน, 2.สินเชื่อทะเบียนรถ, 3.สินเชื่อโฉนดที่ดิน, และ 4.สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

เมื่อมีวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ โดยได้แจ้งมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ต่อ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลอย่างชัดเจน ดังนี้ 1.ลูกค้าที่ไม่สามารถผ่อนชำระในวงเงินเดิมได้ บริษัทจะดำเนินการ “รีไฟแนนซ์” ลดวงเงิน พร้อมยืดระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปให้, 2.กรณีที่ลูกค้าว่างงานจากผลกระทบของ “โควิด-19” ไม่สามารถผ่อนชำระได้ ทางบริษัทจะพักชำระเงินต้น ให้ผ่อนชำระเพียงอัตราดอกเบี้ย ในระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นรายกรณี

“พวกเรามีลูกค้าทั้งกลุ่มพนักงาน ลูกจ้างรายวัน เกษตรกร ฯลฯ เมื่อลูกค้าได้รับความเดือนร้อนพวกเราก็เร่งพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือ และแจ้งไปยัง ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามา ที่พวกเรารับให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณีมาก่อนหน้านี้แล้วคือกลุ่มเกษตรกร สำหรับผู้ที่เดือนร้อนจากกรณีปิดสถานที่ทำงานหลายสาขาอาชีพ เข้าใจว่าจะทยอยติดต่อเข้ามาซึ่งผมก็เตรียมประชุมทีมพนักงาน พร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยผมก็มีแนวทางลงไปแล้ว รีไฟแนนซ์นี่ผ่อนขั้นต่ำสุด 500 บาทต่อเดือนถ้าต้องทำก็ทำได้เลย และพร้อมจะปรับแผนรองรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์”

นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD กล่าวว่าในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย ภายใต้เครื่องหมายบริการ “ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ” ผ่านสาขาที่มีอยู่ทั้งหมด 2,490 สาขากระจายทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้พนักงานพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายกรณีตามความเหมาะสม โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ระยะแรกๆเนื่องจากกลุ่มลูกจ้าง – พนักงานในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบจากวิกฤตินักท่องเที่ยวลดลง

“เราผ่านวิกฤติมาหลายวิกฤต ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ฯลฯ จึงพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายกรณี เพราะพนักงานเราในทุกพื้นที่ใกล้ชิดลูกค้าทุกคน ก็ได้เห็นผลกระทบตั้งแต่ระยะแรกๆของการระบาดเราได้ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด โดยได้ให้อำนาจพิจารณาให้ความให้การช่วยเหลือเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมไปเลยคนทำงานจะได้ทำงานสะดวก พิจารณาบนหลักการจะพักเงินต้น, ยืดระยะเวลการผ่อนชำระ, ลดดอกเบี้ยในระยะเวลาที่เหมาะสม ฯลฯ มีกรอบให้ แต่ว่าอะไรที่เหมาะสมอย่างไรก็ดำเนินการกันไป”

พร้อมกันนี้ ได้จัดทำโครงการ “ประกันโควิด-19ฟรี” โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน Facebook & Line@srisawad ได้ตั้งแต่วันที่ 21 เดือนมีนาคม 2563 ผู้ที่ลงทะเบียน 50,000 รายแรกจะได้สิทธิก่อน และเมื่อมีการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์จะจัดส่ง SMS เพื่อยืนยันการเอาประกันภัยให้ภายใน 7 วัน โดยจะได้รับความคุ้มครอง 30 วัน นับจากวันที่ลงทะเบียน ทั้งนี้ไม่เกินวันที่ 30 เดือนเมษายน 2563 ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

แหล่งที่มา thunhoon

ปิดบวก ผันผวนตามสถานการณ์น้ำมัน/สัปดาห์หน้าคาดฟื้นตัวต่อรับแรงหนุนกองทุน SSF

ปิดบวก

ปิดบวก ผันผวนตามสถานการณ์น้ำมัน/สัปดาห์หน้าคาดฟื้นตัวต่อรับแรงหนุนกองทุน SSF

ปิดบวก ตลาดหลักทรัพย์ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,138.84 จุด เพิ่มขึ้น 0.57 จุด (+0.05%) มูลค่าการซื้อขาย 59,760.26 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวทั้งแดนบวกและลบ โดยทำระดับสูงสุดที่ 1,156.59 จุด และทำระดับต่ำสุด 1,130.54 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 514 หลักทรัพย์ ลดลง 602 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 371 หลักทรัพย์

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้น ไทยวันนี้ฟื้นตัว รับปัจจัยหนุนหลักจากกลุ่มพลังงาน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า ซาอุดีอา ระเบียและรัสเซียจะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามราคาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามในวันนี้ดัชนียังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องตามราคาน้ำมัน ที่ผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากทางรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า คาดว่าดันีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังเม็ดเงินกองทุนเพื่อการออมระยะยาว(SSF) พิเศษที่จะเริ่มเข้ามาในสัปดาห์หน้า แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีความระมัดระวัง เกี่ยวกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงไตรมาส 1/63 ที่จะทยอยออกมา โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ แนวรับ 1,133 จุด และแนวต้าน 1,177 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

PTT มูลค่าการซื้อขาย 9,502.33 ล้านบาท ปิดที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 4,784.97 ล้านบาท ปิดที่ 79.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท

BAM มูลค่าการซื้อขาย 3,292.50 ล้านบาท ปิดที่ 21.10 บาท ลดลง 0.20 บาท

PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 2,441.39 ล้านบาท ปิดที่ 36.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท

TOP มูลค่าการซื้อขาย 1,769.01 ล้านบาท ปิดที่ 36.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท

แหล่งที่มา ryt9

ซื้อหุ้นคืน CPALL ทุ่ม 1.3 หมื่นล้าน

ซื้อหุ้นคืน

ซื้อหุ้นคืน CPALL ทุ่ม 1.3 หมื่นล้าน

ซื้อหุ้นคืน บอร์ด CPALL อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน จำนวน 180 ล้านหุ้น วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท เริ่ม 1 เม.ย.- 30 เดือนกันยายน63

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ Chief Financial Officer บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด

(มหาชน) หรือ CPALL แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 16 เดือนมีนาคม 2563 มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อบริหารทางการเงิน ในวงเงินไม่เกิน 13,000 ล้านบาท โดยจะซื้อหุ้นคืนจำนวน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนคิดเป็น 2% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนเมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 เดือนกันยายน 2563

หลักเกณฑ์ในการกําหนดราคาหุ้นที่จะซื้อคืน จะนําราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน ก่อนวันที่บริษัทจะทําการเปิดเผยข้อมูลมาประกอบการพิจารณากําหนดราคาหุ้นด้วย ราคาซื้อคืนจะไม่เกินกว่า 115% ของราคาปิดของหุ้นเฉลี่ย 5 วันทําการซื้อขายก่อนหน้าวันที่ทํารายการซื้อหุนคืน ทั้งนี้ราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันทําการ ตั้งแต่วันที่ 31 เดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 13 เดือนมีนาคม 2563 เท่ากับ 68.75 บาทต่อหุ้น

ฐานะการเงินของบริษัท ณ วันที่ 31 เดือนธันวาคม 2562 บริษัทมีเงินสดคงเหลือจํานวน 17,895 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทประมาณการว่าจะมีการแสเงินสดจากการดําเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 เพราะฉะนั้น บริษัทจึงมีสภาพคล่องเพียงพอในการชําระหนี้ที่จะถึงกําหนดชําระในอีก 6 เดือนข้างหน้า นับแต่วันที่ซื้อหุ้นคืนและมีเงินสดคงเหลือเพียงพอที่จะนํามาใช้ในการซื้อหุ้นคืนตามโครงการ โดยวัตถุประสงค์การซื้อหุ้นคืน เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แหล่งที่มา prachachat

หุ้นไทยปิดพุ่ง 11.93 จุด หลายประเทศใช้นโยบายการเงิน-การคลังพยุงศก.

หุ้นไทยปิดพุ่ง

หุ้นไทยปิดพุ่ง 11.93 จุด หลายประเทศใช้นโยบายการเงิน-การคลังพยุงศก.

หุ้นไทยปิดพุ่ง การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยทำระดับสูงสุด 1,103.59 จุด และทำระดับค่อนข้างต่ำสุด 1,072.94 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 602 หลักทรัพย์ ลดลง 455 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 407 หลักทรัพย์

นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติอนุมัติมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ทำให้ดัชนีฯสามารถขึ้นทดสอบระดับ 1,100 จุดได้ในระหว่างวัน ซึ่งเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เชื่อว่ามาช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่ปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสและความเชื่อมั่นธุรกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขชัดเจน ดังนั้น มาตรการจากทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังจึงเป็นการกระตุ้นการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นเท่านั้น

ส่วนบ้านเรายังต้องจับตามาตรการใหม่ๆภายใต้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์เร่งด่วน ที่จะทยอยออกมานั้น จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ โดยดูที่จำนวนผู้ติดเชื้อโรค ดังนั้น จึงยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนเรื่องที่แบงก์ชาติปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็น -5.3% ถือว่าแรงกว่าโบรกเกอร์ทุกสำนักคาดการณ์ ซึ่งคงจะเป็นการมองกรณีเลวร้าย หากคาดการณ์ GDP ที่ 0% จะทำให้ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/หุ้น ซึ่งถ้า GDP ต่ำกว่าก็จะต้องปรับลด EPS อีก ในแง่ความเสี่ยงหุ้นมอง upside มีไม่มาก และก็ downside ก็ไม่มากแล้วเหมือนกัน จากที่หุ้นได้ปรับตัวลงไปมากแล้วจนหุ้นบางตัวต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่ก็ยังเคลื่อนไหวในแดนบวกกัน ขณะที่ตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ต่างติดลบ

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (27 เดือนมีนาคม) นายสุโชติ กล่าวว่า ให้จับตาจำนวนเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากสหรัฐว่าจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับได้มากแค่ไหน พร้อมให้แนวรับ 1,080-1,040 จุด ส่วนแนวต้าน 1,100-1,120 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ อย่างเช่น
หุ้นไทยปิดพุ่ง 11.93 จุด หลายประเทศใช้นโยบายการเงิน-การคลังพยุงศก.

หุ้นไทยปิดพุ่ง การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยทำระดับสูงสุด 1,103.59 จุด และทำระดับค่อนข้างต่ำสุด 1,072.94 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 602 หลักทรัพย์ ลดลง 455 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 407 หลักทรัพย์

นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติอนุมัติมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ทำให้ดัชนีฯสามารถขึ้นทดสอบระดับ 1,100 จุดได้ในระหว่างวัน ซึ่งเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เชื่อว่ามาช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่ปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสและความเชื่อมั่นธุรกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขชัดเจน ดังนั้น มาตรการจากทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังจึงเป็นการกระตุ้นการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นเท่านั้น

ส่วนบ้านเรายังต้องจับตามาตรการใหม่ๆภายใต้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์เร่งด่วน ที่จะทยอยออกมานั้น จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ โดยดูที่จำนวนผู้ติดเชื้อโรค ดังนั้น จึงยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนเรื่องที่แบงก์ชาติปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็น -5.3% ถือว่าแรงกว่าโบรกเกอร์ทุกสำนักคาดการณ์ ซึ่งคงจะเป็นการมองกรณีเลวร้าย หากคาดการณ์ GDP ที่ 0% จะทำให้ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/หุ้น ซึ่งถ้า GDP ต่ำกว่าก็จะต้องปรับลด EPS อีก ในแง่ความเสี่ยงหุ้นมอง upside มีไม่มาก และก็ downside ก็ไม่มากแล้วเหมือนกัน จากที่หุ้นได้ปรับตัวลงไปมากแล้วจนหุ้นบางตัวต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่ก็ยังเคลื่อนไหวในแดนบวกกัน ขณะที่ตลาดในยุโรปเทรดบ่ายนี้ต่างติดลบ

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (27 เดือนมีนาคม) นายสุโชติ กล่าวว่า ให้จับตาจำนวนเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากสหรัฐว่าจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับได้มากแค่ไหน พร้อมให้แนวรับ 1,080-1,040 จุด ส่วนแนวต้าน 1,100-1,120 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ อย่างเช่น

BAM มูลค่าการซื้อขาย 5,212.00 ล้านบาท ปิดที่ 18.40 บาท ลดลง 0.60 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,435.20 ล้านบาท ปิดที่ 31.25 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,733.94 ล้านบาท ปิดที่ 67.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 2,336.69 ล้านบาท ปิดที่ 202.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,180.86 ล้านบาท ปิดที่ 59.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

แหล่งที่มา
BAM มูลค่าการซื้อขาย 5,212.00 ล้านบาท ปิดที่ 18.40 บาท ลดลง 0.60 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,435.20 ล้านบาท ปิดที่ 31.25 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,733.94 ล้านบาท ปิดที่ 67.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 2,336.69 ล้านบาท ปิดที่ 202.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,180.86 ล้านบาท ปิดที่ 59.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

แหล่งที่มา ryt9

ตลาดหุ้นเอเชีย ขานรับทำเนียบขาว-เฟดออกมาตรการสู้

ตลาดหุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชีย ขานรับทำเนียบขาว-เฟดออกมาตรการสู้

ตลาดหุ้นเอเชีย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวขึ้นในวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดเมื่อคืน โดยได้แรงหนุนจาก

มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ และจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน โดยมาตรการเหล่านี้

มีเป้าหมายที่จะลดผลพวงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

โดยดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 17,154.08 จุด เพิ่มขึ้น 142.55 จุด, +0.84%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 2,792.32 จุด เพิ่มขึ้น 12.68 จุด, +0.46%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 23,023.34 จุด ลดลง 240.39 จุด, -1.03%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,686.12 จุด เพิ่มขึ้น 13.68 จุด+0.82%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 9,453.98 จุด เพิ่มขึ้น 14.35 จุด, +0.15%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,472.53 จุด เพิ่มขึ้น 18.00 จุด, +0.73%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,254.43 จุด ลดลง 2.15 จุด, -0.17%

ด้านนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศว่า รัฐบาลจะมอบเงินจากกองทุนฉุกเฉินให้แก่ชาวอเมริกันในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถเลื่อน

ขณะที่ เฟด สาขานิวยอร์กประกาศซื้อคืนพันธบัตรวงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน โดยการดำเนินการดังกล่าวมีขึ้น

แหล่งที่มา kaohoon

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในเรื่องBAM ปรับตัวลดลงอย่างหนัก

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในเรื่องBAM

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในเรื่องBAM  ปรับตัวลดลงอย่างหนัก

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในเรื่องBAM  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ณ เวลา 11.29 น. อยู่ที่ระดับ 16.60 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 6.41% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 3.47 พันล้านบาท คาดเด้งกลับหลังราคาหุ้นปรับตัวทำออลไทม์โลว์ตั้งแต่เข้าตลาดฯช่วงวันที่ 16 เดือนธันวาคม62

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า คาดผลประกอบการปี 63 จะอ่อนตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เนื่องจากในปี 62 มีการขายทอดตลาดหลักประกัน และการขายทรัพย์ รอการขายชิ้นใหญ่ ทำให้รายได้และผลกำไรค่อนข้างสูง ช่วงเวลาที่ในปี 63 จะกลับมาอยู่ในระดับปกติ ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งคือภาวะเศรษฐกิจที่อาจถดถอยได้ตามเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการระบาดของ CPVID-19 ซึ่งอาจกระทบการขายทอดตลาดหลักประกัน และอาจทำให้รายได้และกำไรต่ำกว่าที่คาด

แม้ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอาจส่งผลลบต่อผลประกอบการระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวจะดีขึ้น เนื่องจากคุณภาพหนี้ของสถาบันการเงินที่แย่ลงจะส่งผลดีต่อบริษัทบริหาร สินทรัพย์ 2 ด้าน

คือ ปริมาณการขาย NPL เพิ่มสูงขึ้น ทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถซื้อ NPL ได้มากขึ้น หรือสามารถเลือกทรัพย์ที่จะทำการซื้อได้ดีขึ้น หาก Supply จากการขาย NPL พิ่มมากขึ้น อาจทำให้ราคาขายลดลง และกำไรจากการลงทุนใน NPL ดีขึ้น ระยะเวลาคืนทุนอาจน้อยลง ทั้งนี้หากบริษัทสามารถซื้อหนี้ได้เพิ่มขึ้นหรือซื้อด้วยต้นทุนที่ต่ำลงจริง ปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเริ่มส่งผลบวกให้เห็นได้ชัดเจนในช่วง 2-3 ปีหลังจากนี้

มองว่าราคาหุ้นที่ผันผวนตามภาวะตลาด และผลประกอบการที่อาจอ่อนตัวจากภาวะเศรษฐกิจเป็นปัจจัยระยะสั้น แต่ภาพธุรกิจในระยะยาวยังเป็นบวก ยังคงราคาเป้าหมายที่ 28.5 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ” นอกจากนี้ยังรอการประกาศจ่ายปันผล ซึ่งเราคาดไว้ที่ 1.28 บาท คิดเป็น Dividend Yield เทียบราคาหุ้นปัจจุบันที่ 8% แนะนำ

แหล่งที่มา kaohoon